[Fic] SHADOW [Dujun x Junhyung] (3/9)

posted on 15 Aug 2013 20:52 by orny in Fiction directory Fiction

 

Title : SHADOW
Status : 3/9
Fandom: Beast
Pairing: Dujun x Junhyung
Author: Orny 
Genre: Alternate Universe, Angst, Horror
Author’s Note: … ทดลองเขียน
 
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

 

Embedded image permalink

 

 

5 กันยายน 2012

 

11 นาฬิกา 45 นาที

 

 

มีเหตุผลอะไรที่ทำให้จางฮยอนซึงเลทนัดมาเกือบชั่วโมงแล้ว และต่อให้โทรจิกกี่ครั้งๆเพื่อได้ยินประโยคเดิมๆว่าใกล้จะถึงก็ไม่ได้ทำให้จุนฮยองหายหงุดหงิด ไม่มีวี่แววว่านัดของเขาโผล่มาเลยไม่ว่ามองออกไปนอกกระจกหน้าต่างสักกี่ครั้ง จุนฮยองกระแทกแก้วน้ำเปล่าแก้วที่สี่ลงบนโต๊ะ อาหารที่สั่งไว้นานสองนานเย็นชืด ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ฮยอนซึงกลายเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา

 

สี่แยกย่านกลางเมืองกับการจราจรคับคั่ง ยิ่งในวันหยุดปลายเดือน เหมือนคนทั้งโซลพร้อมใจกันออกมาเสียค่าใช้จ่ายสากกะเบือยันเรือรบถึงแม้ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน เกือบสองอาทิตย์แล้วตั้งแต่โยซอบจากไป ความเศร้าโศกเสียใจยังอยู่กับทุกคนรวมไปถึงเขาที่ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จะรู้สึกดีขึ้น มีข่าวในโลกออนไลน์เกี่ยวกับแฟนคลับของโยซอบว่าหล่อนพยายามฆ่าตัวตายตามศิลปินที่รักของเธอด้วยการกระโดดตึกสูงหกชั้น ทว่าโชคร้าย เธอรอดชีวิต ชีวิตที่เธอต้องใช้มันต่อไปด้วยสภาพพิกลพิการจากการตัดสินใจไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีของตัวเอง

 

จุนฮยองถอนหายใจเฮือกยาว พอคิดถึงช่วงเวลาตอนทำเพลงกับโยซอบแล้ว เขาปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นความสุข เขารู้ดีว่าโยซอบรู้สึกกับเขาแบบไหน และเขาเองก็ไม่ได้บอกปัดความรู้สึกนั้นไปให้โยซอบรู้สึกแย่ เพราะโยซอบรู้ดีว่าเรื่องระหว่างเขากับตัวเองเป็นไปไม่ได้ เพราะงั้นเมื่อเขี่ยเรื่องพวกนี้ทิ้งไป งานก็คืองาน พวกคนบ้างานเข้ากันได้ดีเสมอ เขียนเพลงกันจนหามรุ่งหามค่ำ ทำเพลงแก้แล้วแก้อีกจนลืมเวลา นอนค้างคืนในห้องอัด แม้ช่วงเวลาทำนองนี้ไม่ได้หายไปตราบใดที่เขายังอยู่ในอาชีพคนทำเพลง แต่เขาเสียเพื่อนร่วมงานดีๆไปแล้วหนึ่งคน

 

มุมหนึ่งของสี่แยกกลางเมือง ใครบางคนกับสีผมบรอนด์สว่างเดินฝ่าฝูงคนมาหยุดยืนอยู่หน้าทางม้าลาย ฮยอนซึงดูไม่รีบร้อน ทำตัวไม่เหมือนคนเลทนัด โคลงหัวตามจังหวะเพลงในหูฟังอย่างอารมณ์ดี  นั่นทำให้จุนฮยองจิ๊ปากอดหงุดหงิดไม่ได้ มันรู้สึกอะไรบ้างไหมที่ปล่อยให้เขารอนานเป็นชั่วโมง

 

สัญญาณไฟทางเดินสับจากสีแดงกลายเป็นสีเขียว รถทุกคันจอดนิ่งสนิท ผู้คนริมทางม้าลายทยอยเดินข้ามไปอีกฝั่งอย่างรีบร้อน เวลานับถอยหลังผ่านไปรวดเร็ว ฮยอนซึงก้าวเท้าออกจากขอบถนนเป็นคนสุดท้าย เขาสอดมือไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีแดง ผิวปากเป็นเสียงเพลงตามทำนองเพลงที่ได้ยินในหูเพียงคนเดียว เหลือบสายตามองไปทางร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆที่ชั้นสองของตึกเช่าฝั่งซ้ายมือ กำแพงกระจกโปร่งแสงมองเห็นคนที่นัดไว้นั่งมองเขาเช่นกันจากตรงนั้นผ่านแว่นกันแดดสีดำสนิท ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงกำลังถลึงตา เตรียมคำด่าไว้พ่นใส่กันตอนเดินไปหย่อนก้นนั่งลงพร้อมหูชาตรงนั้น เขาแสร้งยกมือขึ้นโบกทักทาย และ

 

โครม!!!!!!

 

มันเป็นภาพที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ต่อหน้าต่อตา และเกินจะตั้งสติให้อยู่กับเนื้อกับตัว จุนฮยองดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ แปะมือกับกระจกเฝ้ามองทุกอย่างตัวแข็งทื่อ แววตาใต้แว่นกันแดดเบิกโพลง เขาหันซ้ายทีขวาทีเหมือนคนลุกลี้ลุกลน ก่อนจะวิ่งออกจากร้านไปโดยไม่สนเสียงเรียกจากพนักงานเสิร์ฟที่ตะโกนทวงค่าบริการจากเขาไม่ขาดปาก  

 

ไม่ได้ยิน ตอนนี้เขาไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว

 

ผู้คนริมข้างทางบ้างหยุดยืนมองเหตการณ์ บ้างเร่งฝีเท้าเดินออกไปจากที่เกิดเหตุ จุนฮยองวิ่งเบียดไหล่คนเดินสวนไปมาโดยปราศจากคำขอโทษ เขาผลักทุกคนที่ยืนเกะกะทางออกไปด้วยเสียงตะคอก

 

“ถอย!!! หลบไปเซ่ !! ถอยไปให้หมดด!!!”

 

กระทั่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างจมกองเลือดบนถนนข้างฟุตบาท ฝ่ามือทั้งสองข้างสั่นเทา เขาไม่สามารถก้าวขาสักข้างออกไปได้ จางฮยอนซึงเพิ่งโบกมือให้เขาเมื่อครู่ก่อน ซ้ำยังกระตุกยิ้มมุมปากกวนประสาทให้ด้วยซ้ำตอนเห็นเขามองลงมาเหมือนกันจากชั้นสองของร้าน  

 

แต่ตอนนี้...

 

ผมสีบรอนด์สว่างซับสีแดงสดจากศีรษะจนชุ่มเลือด ริมฝีปากเรียวขยับพะงาบๆเหมือนจะเรียกชื่อเขา ดวงตาปรือเกือบปิดลงมองมาที่เขาราวกับขอความช่วยเหลือ เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเลือดหมูหล่นลงจากหัวไหล่ข้างหนึ่ง เรียวขาใต้กางเกงยีนส์ฟอกสีซีดพับบิดเบี้ยว รองเท้าผ้าใบหลุดออกจากปลายเท้า ตกอยู่ไม่ห่างจากร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่นัก

 

“...ไม่จริง...ใช่ไหม...”

 

จุนฮยองค่อยๆก้าวออกไปข้างหน้าด้วยฝ่าเท้าที่หนักอึ้ง เขาคุกเข่าลงยื่นฝ่ามือเข้าประคองข้างแก้มฮยอนซึง ไล้ปลายนิ้วโป้งซับหยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาอย่างแผ่วเบา ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา มีเพียงฮยอนซึงที่ยังคงพยายามอ้าปากพูดบางคำแต่กลับไม่มีเสียงออกมา

 

“...ขะ....ขอ....”

 

เสียงแหบพร่าถูกเค้นเป็นหนึ่งคำขาดห้วง ฮยอนซึงกระอักเลือดไหลเปรอะฝ่ามือที่ยังคงประคองพวงแก้มของเขาไว้โดยไม่มีท่าทีรังเกียจ สายตาคู่นั้นไม่ละไปจากเขาแม้แต่วินาทีเดียว

 

“....ทะ....โทษ....”

 

เป็นเพียงคำเดียวที่รู้สึกว่าต้องพูดและพยายามจะพูดให้ได้จนกระทั่งทำสำเร็จ ฮยอนซึงยิ้มเหมือนกับที่เคยยิ้มให้จุนฮยองทุกครั้ง แรงกระแทกจากรถเป็นเหมือนความฝัน ความฝันที่เขาไม่คิดว่าสักวันมันจะเกิดขึ้นจริง ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ ยังมีหลายอย่างที่อยากพูดแต่ไม่ได้พูด ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่วางแผนไว้และตั้งใจว่ามันต้องสำเร็จ  

 

เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

 

ฮยอนซึงกระอักเลือดอีกครั้ง ลมหายใจของเขาค่อยๆแผ่วลง นัยย์ตาสะท้อนภาพของยงจุนฮยอง นัดของเขาวันนี้ นัดที่เขาเลททั้งๆที่รู้ว่าจุนฮยองไม่ชอบ เพราะงั้นสิ่งเดียวที่เขาพอทำได้ก่อนจะจากไปคือการขอโทษ และเขาทำได้

 

“ไม่ ฮยอนซึง อย่าตายนะ” จุนฮยองเขย่าร่างเพื่อนสไตลิสที่หลับตาลงพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย เขาถูกหน่วยกู้ภัยและตำรวจที่เดินทางมาถึงจับแยกตัวออกไปยืนมองเจ้าหน้าที่ทำการช่วยชีวิต กระทั่งผ้าสีขาวถูกคลุมลงบนร่างแน่นิ่งของฮยอนซึง “ฮยอนซึง จางฮยอนซึงงงงง”

 

เขากรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พยายามสลัดตัวออกจากการกีดกันของเจ้าหน้าที่ วิ่งเข้าไปคุกเข่าลงเปิดผ้าสีขาว ตบแก้มฮยอนซึงเบาๆ เขย่าไหล่ฮยอนซึงจนตัวโยน ร้องเรียกให้คนที่เขาเรียกว่าเพื่อนอีกคนลืมตาขึ้นมาทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

 

“ไม่ ฮยอนซึง นายตายไม่ได้นะ ม่ายยยยยยยย”

 

.

 

.

 


 

“ไม่เป็นไรใช่ไหม”

 

มันคงเป็นคำถามที่โคตรงี่เง่า แต่ยูนดูจุนไม่รู้จะถามอะไรนอกเหนือจากนั้น เขารีบมาที่สถานีตำรวจทันทีที่ผู้หมวดโฮวอนโทรศัพท์เข้ามาแจ้งเหตุการณ์การเสียชีวิตของจางฮยอนซึง ซึ่งดูแล้วไม่น่าเกี่ยวอะไรกับการรายงานเรื่