[SF] there’s no secret : {Hoya x Sunggyu}

posted on 01 Sep 2013 19:38 by orny in OneShot directory Fiction

 Title :   there’s  no secret

Status:  ficlet

Fandom: Infinite

Pairing:  Hoya x Sunggyu

Author: Orny

Genre : POV

Author’s Note:  …ความไม่เกี่ยวคือความเกี่ยว

 

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

 

 [Let's Fest Project]

14 กันยายน 

Photo Day

วันที่คู่รักถ่ายภาพร่วมกัน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความรักของตน

 

 

 

BTAcqnoCcAE7IBK.jpg

 

 

 

 

ผมคิดว่ามันหมดเวลาแล้วที่จะปิดบังคนอื่น คุณไม่สามารถมีชีวิตอยู่กับการโกหกได้ตลอดไป และผมก็ไม่คิดจะทนอยู่กับมันอีกสักพักเพราะเวลาล่วงเลยมามาก ผมรู้ว่าในวันที่ผมตัดสินใจพูดความจริง ใครก็ตามอาจรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ผมไม่ว่าถ้าเขาจะเกลียดผมขึ้นมา ไม่มีใครอยากโดนหลอกลวง ผมเองก็อยากจะขอโทษ ถ้าเพียงเข้าใจกันสักนิดว่าตอนนั้นผมยังไม่พร้อม

 

 

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่สำหรับผมมันกลับเป็นเรื่องที่คนเกือบค่อนโลกสนใจ บางเรื่องที่ผมคิดว่าผมควรพูด กลับกลายเป็นเรื่องที่พูดออกไปไม่ได้ ในขณะเดียวกันผมมักถูกเค้นให้ตอบคำถามในสิ่งที่ผมไม่อยากพูดอยู่เสมอ ด้วยสถานภาพ ด้วยบทบาท และด้วยปัจจัยหลายอย่างทำให้ผมต้องกลายเป็นคนโกหก  ผมไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาเข้าใจ ต่อให้ผมต้องเป็นฝ่ายทำเพื่อทุกคนจนลืมนึกถึงตัวเองและคนของผม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมต้องอดทนรอเวลากับโอกาสที่เหมาะสม เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นข้อหาโป้ปดสักที

 

 

มีสื่อหลายแขนงมารอทำข่าวการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทำสีผมยี่ห้อหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้เป็นพรีเซนเตอร์ ผมมีตารางงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ราวๆสามชั่วโมงเห็นจะได้ ผู้จัดการพาผมมานั่งรอเวลาขึ้นโชว์ที่บูธหลังเวทีเล็กๆ ปล่อยให้พิธีกรสาวจมูกแหลมคนนึงขึ้นไปพูดแพล่มๆฆ่าเวลา

 

 

ผมนั่งทบทวนเรื่องบางเรื่องในหัวเงียบๆ ระหว่างพี่สไตลลิสเข้ามาเช็คสภาพเสื้อผ้าหน้าผม ความแน่วแน่ในใจบอกผมว่าการตัดสินใจทั้งหมดถูกต้องแล้วเหลือแค่ลงมือทำให้จบๆไปซะ มันอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมรู้ หลายคนบอกผมแบบนั้น แม้กระทั่งบอส บอสเองก็เป็นกังวล และบอกกับผมว่าเขาไม่ได้ห่วงเรื่องรายได้จากผมที่ทำให้กับบริษัทจะหดหาย เขาเชื่อมั่นในตัวผม แต่เป็นห่วงเรื่องค่านิยมทางสังคมที่อาจทำให้ผมต้องไม่สบายใจยิ่งกว่าตอนทำตัวเป็นคนโกหก ความจริงที่ว่าโลกยังใบเท่าเดิม ส่วนจะกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับความคิดของคนในโลก และผมไม่สามารถไปบังคับให้ใครคิดเหมือนผมได้

 

 

บอสพูดถูก นิดนึงที่ทำให้ผมเกือบไขว้เขว้ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังยืนยันจะไปต่อ การสัมผัสได้ว่าเรากำลังทำเพื่อคนอื่นมากเกินไปรึเปล่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เมื่อเดินมาถึงจุดนั้นไม่ได้หมายความว่าผมจะหยุด ผมยังทำเพื่อทุกคนที่รักผมต่อไป แต่มันถึงเวลาแล้วที่ผมต้องทำเพื่อตัวเองและคนของผมเหมือนกัน เราเสียสละกันมามากพอแล้ว

 

 

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกถึงหมายเลขปลายทางที่ยิ่งกว่าคุ้นเคย ทุกครั้งที่ชื่อนี้โชว์อยู่บนหน้าจอมักทำให้ใจของผมเต้นรัว แต่ครั้งนี้กลับเต้นรัวมากกว่าทุกที รอไม่นานนักปลายสายก็กดรับพร้อมกับเสียงตะโกนดังลั่นว่าฮัลโหล ฟังจากเสียงแวดล้อม เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาอยู่ในบริเวณพื้นที่จัดแสดงไม่ใกล้ไม่ไกลกันนัก มันเป็นเซอร์ไพรส์ ผมกดวางสาย สอดมือถือเก็บเข้ากระเป๋าอย่างเก่า ผมบอกให้เขามาที่นี่โดยที่เขาไม่รู้ว่าผมกำลังจะทำอะไร

 

 

“ซองกยู เตรียมตัวครับ”

 

 

ทีมงานส่งสัญญาณให้ผมลุกขึ้นไปยืนรออยู่ข้างเวที ผมสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่และผมแน่ใจว่าผมคงได้ถอนหายใจอีกเฮือกยาวตอนก้าวลงมาจากข้างบนนั้น พิธีกรสาวคนเดิมเกริ่นก่อนการปรากฎตัวของผม เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับได้มากจนหูแทบอื้อ คิมซองกยูนะ ป๊อปที่สุดในยุคเลยนะ ผมบอกกับตัวเองแบบนั้นเสมอเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่า ศิลปินเดี่ยวคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง แอล คิมมยองซู ดังเป็นพรุแตกมากกว่าหลายเท่า แล้วไง อย่างนึงที่ผมกับมยองซูเหมือนกันคือเราทั้งคู่เป็นคนโกหก ส่วนอย่างที่ต่างคือผมกำลังจะเลิกเป็นคนแบบนั้น

 

 

ทันทีที่ผมขึ้นไปยืนบนเวที แสงเฟรชจากกล้องระบุจำนวนไม่ได้ก็สาดเข้ามา ความเคยชินทำให้ผมไม่รู้สึกประหม่า ไฟสป็อตไลท์สว่างจนรู้สึกร้อน ผมหยีดวงตาใต้แว่นกันแดดสีดำสนิท ยกยิ้มสลับกับฉีกยิ้มด้วยริมฝีปากที่จู่ๆก็แห้งผากขึ้นมาพอๆกับน้ำลายเหนียวหนืด เขายืนอยู่เยื้องด้านข้างของเวทีหน้าร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ดังในจุดที่ไม่ค่อยมีคนนัก ผู้ชายที่ชอบคาดผ้าปิดปากลายไม่เคยซ้ำตั้งแต่ปลายคางจนเกือบเลยครึ่งหน้า ต่อให้เขาอยู่ในคนเป็นร้อย ผมไม่มีทางจำเขาไม่ได้

 

 

ในฐานะศิลปินเดี่ยว ผมหน้าที่ของตัวเองไม่มีขาดตกบกพร่อง ผมร้องเพลงโดยไม่ลิปซิงค์ ผมเอนเตอร์เทนทุกคนให้มีทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ถามว่ารู้สึกดีแค่ไหนตอนทำให้ทุกคนมีความสุข ตอบเลยว่ามาก ผมมีความสุขที่เห็นทุกคนมีความสุข ผมอยากให้ทุกคนมีความสุขที่เห็นผมมีความสุขเหมือนกัน เป็นไปได้ไหมว่าเราจะเจอกันครึ่งทางแบบเจ๊ากันทั้งสองฝ่าย

 

 

แล้วโอกาสที่ผมรอก็มาถึง ผมเดินลงมาจากเวทีอย่างสงบ ยืนรอสื่อทุกแขนงปรี่เข้ามารุมสัมภาษณ์สารพันคำถามว่อนเน็ตโดยไม่สนใจว่าผมตอบได้หรือตอบไม่ได้ พวกเขาแค่ต้องการค้นหาความจริงจากเรื่องซุบซิบกอซซิบ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ผมตกเป็นขี้ปากตามแบบคนบุคคลสาธารณะเรื่องชู้สาวกับนักร้องหญิงท่านหนึ่ง

 

 

“คุณซองกยูชอบคนผมยาวหรือผมสั้นคะ”

 

 

ถ้าไม่ติดว่าอยู่ข้างเวที ผมคงนึกว่านี่เป็นคำถามควันหลง ทำไมจะไม่รู้ว่าพวกนักข่าวกำลังตะล่อม แต่ด้วยสปีริตของพรีเซนเตอร์ราคาหลายหลัก ผมตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ผมสั้นครับ”

 

 

หมดเวลาโกหกแล้ว หากยังถามเซ้าซี้ ผมเต็มใจคายความจริงออกมาจนหมดเปลือก นักข่าวอีกคนมีท่าทีสงสัย ก่อนยิงคำถามต่อไปใส่ผมหนึ่งชุดใหญ่

 

 

“อ่าว งั้นคุณซองกยูก็ไม่ได้ชอบคุณฮ.สิคะอย่างนี้ เปลี่ยนสเป็คผมยาวไปผมสั้นเสียแล้ว”

 

 

ผมยิ้มอย่างใจเย็น หล่อนไม่มีทางเห็นว่าดวงตาใต้แว่นกันแดดของผมมองหล่อนอย่างติดตลก ตามที่คิดไว้ไม่มีผิด ทอปปิกใหญ่เกี่ยวกับผมไม่พ้นเรื่องระหว่างผมกับผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงที่ผมเที่ยวบอกในรายการว่าชอบเธอ แน่สิ เธอขาว หุ่นดี ดูน่าปกป้อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมชอบเธอแบบรักๆใคร่ๆเสียหน่อย

 

 

“ก็คนที่ผมรักเขาไว้ผมสั้นนี่ครับ”

 

 

ดูเหมือนว่าการมาเป็นพรีเซนเตอร์ของผมจะกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญอีกต่อไป นักข่าวรุมคะยั้นคะยอให้ผมพูดเกี่ยวกับคนที่ผมรักว่าคนโชคดีคนนั้นคือใคร

 

 

“เป็นคนในวงการรึเปล่าคะ คุณซองกยู”

 

 

“ไม่ครับ ไม่ใช่คนในวงการ เขาเป็นคนธรรมดาคนนึงที่แค่อยู่ใกล้ๆ ผมก็มีความสุขแล้ว”

 

 

ความรู้สึกเหมือนภูเขาทั้งลูกถูกยกออกจากอกทีละนิดๆ ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตอนพูดถึงเขาสีหน้าของผมแสดงออกไปแบบไหน ผมมีความสุขที่ได้พูด ความหวังเพียงอย่างเดียวเมื่อสิ่งที่ผมพูดได้รับการออกอากาศคือเห็นใจสักนิดผมกันสักนิดนึงก็ยังดี ผมแค่อยากเป็นอย่างที่คนสองคนซึ่งกำลังมีความรักเป็นกัน เท่านั้นเอง แต่ถ้าไม่ ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ซีเรียสถ้าสังคมจะไม่ให้ที่สักทีให้ผมยืน เพราะเขามีที่ข้างๆให้ผมยืนอยู่ตรงนั้นเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม

 

 

“พอจะบอกเราได้ไหมคะคุณซองกยู คนโชคดีคนนั้นเป็นใครกันหนอ”

 

 

คำเฉลยของผมเป็นไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความสนใจของสื่อ ผมเดินตรงไปหาเขาโดยไม่สนใจว่ากล้องตัวไหนกำลังแพลนตาม เขาดูตกใจและสับสนกับการกระทำของผม ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องแสดงท่าทีเหรอหราแบบนั้น กระทั่งผมไปหยุดยืนอยู่ข้างๆเขา สายตาที่มองมาต่างคำถามคือรอยยิ้มบางๆจากผมโดยไม่ต้องตอบอะไรให้มาก ผมเขยิบเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ไหล่ของเราเบียดกันเล็กน้อยตอนที่ผมหันหลังไปหากล้องหลายตัวของสื่อ

 

 

ผมบอกเขาเบาๆ “ยิ้มสิ โฮวอน”

 

 

“พี่กำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวรึเปล่าเนี่ย”

 

 

เขาเอี้ยวตัวมองผม แต่ก็ยอมหันกลับไปหากล้อง ค่อยๆยกมือข้างหนึ่งขึ้นชูนิ้วโป้งสลับกับสองนิ้วอย่างเก้ๆกังๆ มันน่าตลกเหลือเกิน ผมรู้สึกเอ็นดูเขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาไม่คุ้นเคยกับกล้องสักตัว ไม่เคยถูกละลาบละล้วงอย่างถือวิสาสะ ผมหยิบยื่นมันให้เขาโดยไม่ถามความสมัครใจก่อนสักคำ บอกแล้วไง เซอร์ไพรส์

 

 

เราพร้อมแล้วที่จะยอมรับผลจากการกระทำนับตั้งแต่หันหลังเดินออกไปจากห้องสรรพสินค้าแห่งนี้ ดงอู ผู้จัดการส่วนตัวของผมใจอ่อนยอมให้ผมนั่งรถกลับไปกับโฮวอน เขารับรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ลึกซึ้งของผมกับโฮวอนมาตลอด ดงอูไม่ได้ทักท้วง แต่ก็คอยเป็นหูเป็นตาระแวดระวังให้เสม ระหว่างเดินทางกลับ ผมถามโฮวอนว่าโกรธรึเปล่าที่ผมทำแบบนี้ โฮวอนตอบผมว่า ไม่เลย แต่เขาจะโกรธตัวเองมากกว่าหากความจริงที่ผมตัดสินใจบอกทุกคนไปวันนี้กระทบกระเทือนกับการทำงานของผม

 

 

“ถ้าจะให้ผมออกสื่อกับพี่ คราวหลังบอกให้เตรียมตัวมาดีกว่านี้ไม่ได้รึไง” โฮวอนนิ่วหัวคิ้ว 

 

 

ผมหัวเราะร่วน “จะได้เอาผ้าปิดปากออกว่างั้นเถอะ”

 

 

“ไม่เชิง ผมแค่อยากดูดีกว่านี้สักหน่อย นี่รีบมาจากร้านเลยนะ”

 

 

“ไม่ต้องดูดีไปกว่านี้หรอกโฮวอน แค่นี้ก็พอแล้ว”

 

 

เราแวะทานมื้อเย็นที่ร้านอาหารของครอบครัวโฮวอน ร้านที่ผมกับเขาเจอกันครั้งแรก ตอนนั้นผมมาทานข้าวกับอูฮยอนเพื่อนดีเจปากหวานประจำรายการวิทยุรายการหนึ่ง โฮวอนเป็นคนมารับออเดอร์และเสิร์ฟอาหารให้ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง ผมบอกตัวเองว่าไม่หรอก ผมไม่ได้สนใจมัดกล้ามสีแทนที่โผล่พ้นแขนเสื้อม้วนแน่นไปจนถึงหัวไหล่ ไม่ได้กระสับกระส่ายอะไรตอนได้กลิ่นอาหารอ่อนๆออกมาจากตัวเขา และผมก็กลายเป็นคนโกหกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

แม่ของโฮวอนพาผมไปนั่งที่ชั้นลอย เธอสั่งอาหารที่ผมชอบทานให้โดยที่ผมไม่ต้องบอก ช่วงนึงที่ผมเหมือนคนบ้ารบเร้าให้ดงอูพามาทานอาหารที่นี่ทุกวันจนกลายเป็นลูกค้าประจำ ไม่ใช่อะไร ผมแค่อยากเห็นโฮวอนทุกวัน คุณแม่ของโฮวอนจำหน้าผมได้ เข้าทาง ผมตีสนิทกับคุณแม่ และคุณแม่ก็รู้ทันเพราะสายตาไม่รักดีของผมที่คอยมองโฮวอนตลอดไม่ว่าโฮวอนจะทำอะไร

 

 

“แกกล้ามากนะ ซองกยู”

 

 

เดิมทีพ่อของโฮวอนไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของเรา ผมกับโฮวอนใช้เวลาปีกว่าเพื่อพิสูจน์ สิ่งสุดท้ายที่ผมเพิ่งทำไปคือสิ่งที่พ่อของโฮวอนท้าทายไว้ว่าผมกล้าทำหรือไม่กล้าทำ ท่านนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะข้างๆคุณแม่ จ้องหน้าผมไม่วางตา โฮวอนเดินตามขึ้นมาหลังจากนั้นไม่กี่นาที เราตกอยู่ในความเงียบ บรรยากาศที่ถ้าผ่านไปได้ไวๆคงดี

 

 

“พ่อครับ พี่ซองกยูไม่ได้...”

 

 

“เงียบไปเลย โฮวอน” ผมเห็นคุณพ่อถอนหายใจ ท่านละสายตาจากลูกชายกลับมาที่ผม ทำลายกำแพงทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว “ถ้าสู้กับสังคมจอมปลอมนั่นไม่ไหว จะลาออกมาเป็นลูกจ้างในร้านก็ได้นะ”

 

 

“พ่อออออ” โฮวอนทอดเสียง

 

 

“วะ เรียกอยู่ได้ แต่ฉันจ้างเท่ากับที่จ้างลูกจ้างคนอื่นนะเว้ย”

 

 

ผมคิดว่าผมกำลังเป็นกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ทุกข์สักหน่อยพอเป็นพิธี แต่หลังจากนี้ผมเชื่อว่าผม ไม่สิ เราสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่จะตามมาได้ ผมนั่งคุยกับคุณแม่ของโฮวอนจนกระทั่งร้านปิด โฮวอนไปส่งผมที่คอนโด ถ้าไม่ติดว่าพรุ่งนี้โฮวอนต้องออกไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับร้านอาหารที่ตัวเองเป็นคนลงทุนเปิดให้พ่อกับแม่ เขาคงใช้เวลาอยู่กับผมในห้องพักตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า

 

 

จูบจากโฮวอนคืนนี้ไม่ได้ต่างไปจากคืนอื่น มันอ่อนโยน นุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อน ผมเคลิมเคลิ้มไปกับทุกสัมผัสที่ได้รับจนกระทั่งโฮวอนเป็นฝ่ายหยุด เขาไม่ใช่คนหักห้ามใจตัวเองได้เก่งเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตัวผม โฮวอนเป็นแบบนั้น ผมรู้ดี เรายืนมองวิวทิวทัศน์ของโซลจากชั้นสี่สิบสอง เงาลางๆในกระจกสะท้อนภาพโฮวอนกำลังกอดผมจากด้านหลัง

 

 

“พรุ่งนี้จะมีรูปของเราสักกี่ภาพกัน” ผมเปิดประเด็นในสิ่งที่รู้ดีว่ามันจะเกิดขึ้น

 

 

“อยากให้มีกี่ภาพ เอาเกินสิบไหม ผมรู้ว่าพี่ไม่ใช่คนมักน้อย” ไอ้นี่ก็ไม่วายปากคอเราะร้ายได้เรื่อยๆ

 

 

ผมกระทุ้งข้อศอกใส่หน้าท้องโฮวอนเต็มแรง “อยากให้ฉันด่าใช่ไหม”

 

 

“โถ่พี่ จะมีกี่ภาพก็ช่างมันเถอะ แค่ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ” อ้อมแขนของโฮวอนกระชับขึ้นเล็กน้อยระหว่างที่บอกกับผม "เรื่องวันนี้น่ะ ...มันจะไม่เป็นไรมากใช่ไหม"

 

 

“ไม่เป็นไร ฉันมีนายอยู่ด้วยนี่” ผมยิ้มให้เงาของเราในกระจกอย่างมีความสุข “14 กันยายนปีนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ มีสักขีพยานเต็มไปหมด”

 

 

ผมพูดติดตลก พลางทิ้งตัวลงบนแผ่นอกกว้าง เรากอดกันอยู่อย่างนั้นนานเสียจนผมคิดว่าโฮวอนจะไม่ปล่อยผมแล้ว แต่ความโรแมนติกรึจะสู้ความเมื่อย เขาจำใจปล่อยผมเป็นอิสระ เพื่อเดินทางกลับไปบ้านก่อนดึกมากไปกว่านี้  ผมยกมือบัยบายเขา ถึงไม่อยากให้โฮวอนกลับเลยก็เถอะ รอยยิ้มมุมปากของเขา ยังไงเสียเราก็ได้เจอกันอีกพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ของพรุ่งนี้ และทุกๆวันหลังจากนี้โดยไม่ต้องทำลับล่อๆ คิมซองน่ะ ไม่ใช่คนโกหกอีกต่อไป

 

 

“พี่ซองกยู” โฮวอนเรียกชื่อผมก่อนเบนฝีเท้าเดินไปที่ลิฟท์

 

 

“หืม”

 

 

“....ลดน้ำหนักนะ ผมว่าพี่น้ำหนักขึ้นอีกแล้ว”

 

 

ขึ้นกับผีน่ะสิ!!!!

 

 

ผมกระแทกประตูปิดใส่หน้าโฮวอน มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดมาจากทางเดินข้างนอก ซึ่งผมไม่คิดสนใจ บ้าเอ๊ย นี่มันเกือบเป็นอีกหนึ่งวันที่ดีที่สุดแล้วนะเนี่ย ทำเสียบรรยากาศหมด เชื่อเขาเลย อีโฮวอน

 

 

 

fin

 

 

 

 

 

TALK : โอยยยย แถสีข้างแทบถลอกแหละ มันไม่เกี่ยวก็ยังจะเอามาเกี่ยวให้ได้

แต่ก็นั่นแหละ ข้าทำสำเร็จ ร้อนๆ สดๆ ปั่นเสร็จก่อนลง โฮวววววว อยากมีเวลามากกว่านี้แต่ก่อนหน้านี้ไม่มี ข้าโหยหวนนน อย่างไรก็ตาม เพราะภาพนั้นอ่ะ ภาพที่แนบไว้ในฟิคนั่นทำให้ความคิดนี้บรรเจิดขึ้นมาก เดิมที่จะเอาวันครอบครัว แต่มิได้การแล้ว ไหนๆก็ไม่เชิงเทศการมาแต่ต้น ข้าเปลี่ยนเลย เป็นงี้เลย นี่เป็นโฮกยูที่หยาดเยิ้มที่สุดตั้งแต่แต่งมา มดป่ะ!?!

หวังว่าท่านทั้งหลายจะโอเคกับมัน

ขอบคุณที่เสพฟิคข้าพเจ้า

 

ปล.หากรอแฮมกยูอยู่ อีกหนึ่งอึดใจ รอหน่อยนะ

Comment

Comment:

Tweet

น่าีรักเนอะหยอกล้อกันน่ารักน่าหยิกฟินเวอร์อ่ะ

#2 By nok (182.52.24.82) on 2013-09-07 10:01

cry   ชอบตอนจบ ฮื้ออออออออ หวานเย็นมาทั้งเรื่อง โฮวอนแอบกวนคุณพี่ให้ขุ่นเอาตอนสุดท้ายนะ น่ารักมากกกกก รักคุณพ่อที่สุดเลย แต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านสินะคะคุณพ่อ ฮริ๊งงง

#1 By ficpop on 2013-09-02 17:55