[FIC] (?Ε`*) HAMGYU ★ {CHAPTER 8}

posted on 08 Sep 2013 21:45 by orny in Fiction directory Fiction

Title :   HamGyu

Fandom: Infinite
Pairing:  Hoya x Sunggyu feat. Allgyu

Author: Orny
Rating:  PG-17
Genre: Alternate Universe, Comedy
Author’s Note:  … หะ หนูกยูจีจี้

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

 

BIsszWhCIAEzBbp.jpg

 

credit : DBteoy น่ารักอ๊าาาาา

 

 

 

 

 

 

 

Chapter 8

ความลับไม่มีในโลก

 

 

 

 

ความลับไม่มีในโลก

 

 

โดยเฉพาะโลกของนัมอูฮยอน

 

 

“อย่าบอกใคร เข้าใจไหม ซองยอล ห้าม-บอก-ใคร”

 

 

ถือเป็นการยืนยันในความลับขั้นสุดยอดที่ถูกส่งต่อไปแล้วปากต่อปากจากอูฮยอนถึงซองยอล โดยมีพยานรู้เห็นอีกคนนั่งทำเป็นเช็ดเลนส์กล้องหูผึ่งฟังเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ อันที่จริงคิมมยองซูรู้ก่อนที่อีซองยอลรู้ด้วยซ้ำ ต้องมาทำเป็นนั่งอมความลับแบบอยากออกความคิดเห็นแทบตายแต่พูดไม่ได้สักอย่างเพราะอูฮยอนกำชับเขาไว้ว่า อย่าบอกใครนะ เข้าใจไหม มยองซู

 

 

แล้วไง นัมอูฮยอนกำลังเล่าให้ใครที่ว่าฟังด้วยปากของตัวเอง

 

 

 

“พระเจ้า นายเก็บเรื่องนี้ไว้ได้ยังไงตั้งนาน นายควรจะบอกฉันเร็วกว่านี้” ซองยอลไม่พอใจเท่าไหร่กับการรู้ความลับขั้นสุดยอดช้าไปหน่อย

 

 

“ผิดแล้ว ซองยอล นายควรเห็นใจฉันมากกว่า ฉันต้องทำขนาดไหนกว่าพี่ซองกยูจะยอมคายเรื่องพวกนี้ออกมา มันไม่ง่ายเลยนะเว้ย”

 

 

ไอ้การทำมาเป็นเข้าอกเข้าใจ ทำดีแอบแฝง เป็นที่ปรึกษางั้นงี้ ทั้งหมดหลอกลวงทั้งนั้น คิมซองกยูน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด แต่ยังแพ้ทาง เพราะงั้นเลยถูกเขาต้มซะเปื่อย ผ่านความสนิทสนมจนเกิดประโยชน์สูงสุด จริงๆแล้วรู้ตัวอยู่ว่าทำแบบนี้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ทำไมล่ะ คิมซองกยูทำผิดสัญญา ทั้งๆที่เราทั้งหมดสัญญากันไว้แล้วแท้ๆว่าห้ามมีความลับต่อกัน พอไม่บอก เขาก็ไม่มีทางเลือก ต้องหาทางรู้เอง นัมอูฮยอนไม่ได้ทำผิดอะไรทั้งนั้นแหละ

 

 

“มิน่า ตอนพรีออเดอร์โฟโต้บุ๊คของมยองซู โฮวอนถึงสั่งซื้อเป็นคนแรก” ซองยอลลูบปลายคางตัวเองเบาๆอย่างใช้ความคิด “แต่นะ แต่ การที่คนเราจะจูบกันได้เนี่ย มันต้องมีเรื่องของความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องสักนิดสักหน่อยสิ”

 

 

“ถูก” อูฮยอนชี้หน้าซองยอลด้วยท่าทางประหนึ่งกูรู

 

 

“ซึ่งนั่นก็หมายความว่าพี่ซองกยูกับโฮวอนต้อง....” คิดแล้วขนลุกซู่ซ่า ไม่ใช่ขยะแขยง แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่คือเรื่องจริง “เขาไปสปาร์คกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ อูฮยอน”

 

 

“ไอ้เมื่อไหร่เนี่ย ฉันไม่แน่ใจ แต่เลยเถิดมาขนาดไหนเนี่ย พอประมาณการณ์ออกอยู่บ้าง อย่างน้อยนะ พี่ซองกยูกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งหญ้าสีชมพูอมม่วง”

 

 

ซองยอลตีมึน “ทุ่งหญ้าแบบไหนกัน”

 

 

“ก็ที่นายวิ่งเล่นอยู่กับมยองซูนี่ไง โถ่ ทำไมต้องให้อธิบายอะไรเยอะแยะ ความรักน่ะ ความรัก” อูฮยอนทิ้งตัวลงนอนเล่นบนเตียง ปล่อยให้ซองยอลประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่เขาถ่ายทอดไปด้วยตัวเอง ในห้องแห่งความลับที่ไม่มีแม้กระทั่งหน้าต่าง เช้าไม่รู้ เย็นไม่เห็น นอกจากเขา ซองยอล และ มยองซูแล้ว เรื่องไม่มีทางรั่วไหลไปไหนแน่นอน

 

 

“เมื่อคืนน่ะ” มยองซูวางกล้องลงข้างตัว เขาสบตาคู่สนทนาอย่างลังเล “ถ้าไม่เห็นด้วยตาตัวเองก็คงไม่เชื่อ”

 

 

“หมายถึงที่ฉันเล่าใช่ไหม” อูฮยอนเลิ่กคิ้ว

 

 

“อื้อ” ว่าแล้วก็ก้มหน้างุด ระลึกถึงภาพที่เห็นเมื่อคืนแม้แสงสลัว มยองซูเล่นปลายเสื้อยืดของตัวเองแก้เขิน “โฮวอนเข้ามาตอนเที่ยงคืน ฉันยังไม่หลับ อยากรู้ว่าที่อูฮยอนเล่ามันจริงไหม ก็เลยแอบดู มัน ....ชัดเลย”

 

 

“อย่าเล่าแบบรู้เรื่องคนเดียวได้ไหม มยองซู” ซองยอลตีเข้าที่ไหล่มยองซูเต็มแรง เกือบถึงตอนเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่แล้วดันตัดจบดื้อๆ

 

 

“จูบไง ฉันเห็นเขาจูบกัน”

 

 

 

มยองซูไม่รู้อะไรอีกหลังจากนั้น เขาคลุมโปงทันทีที่เห็นฉากเด็ด กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ตอนประตูห้องถูกเปิดและปิดลงอีกครั้ง ลองเลิ่กผ้าห่มดู คิมซองกยูหัวหน้าวงของเขากำลังยกมือขึ้นแนบข้างศีรษะแบบที่ชอบทำพลางส่ายหน้าไปมา ยากต่อการคาดเดา เขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับเพื่อนร่วมวงดำเนินไปถึงขั้นไหน แต่ถ้ามาไกลขนาดนี้แล้ว คงยากถ้าจะหยุด

 

 

“ที่เหลือก็แค่เปิดตัวเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นดงอูกับซองจงคงรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่แน่ดงอูอาจรู้ก่อนเราด้วยซ้ำ ลองคิดดู โฮวอนทนไม่ได้หรอกนะ ถึงความรักจะเป็นเรื่องของคนสองคน แต่สองคนนั่นก็ต้องการที่ปรึกษา” อูฮยอนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสไลด์เล่นฆ่าเวลา

 

 

“ถ้างั้นพี่ดงอูคงเป็นที่ปรึกษาที่ดีมากทีเดียว”

 

 

“หมายความว่าไง อีซองยอล”

 

 

“เอ๊า ก็หมายความว่าเขาไม่เอาความลับของคนที่ปรึกษามาป่าวประกาศแบบนายนี่ไง”

 

 

 

โถ ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป นัมอูฮยอนเพิ่งรู้ซึ้งว่า การให้ทานผู้อื่นด้วยการบอกความลับของผู้อื่นนั่น ไม่ได้อะไรเลย และเขาอาจไม่ได้รับมันอีกสำหรับความไว้เนื้อเชื่อใจ เขาอ้าปากหมายจะต่อว่าซองยอลที่กระตุกแขนเสื้อมยองซูให้ลุกเดินออกไปจากห้องด้วยกัน แต่ไหนๆก็ไหนแล้ว

 

 

 

“นี่ซองยอล มยองซู อย่าบอกใครนะ ห้าม-บอก-ใคร”

 

 

 

กำชับกันอีกสักที

 

 

 

          .

 

 

 

 

 คิมซองกยูค้นพบว่าสายตาบางคู่ที่มองมาตอนเดินงัวเงียออกจากห้องนอนไปหย่อนก้นนั่งเตรียมซัดซุปกิมจิร้อนๆบนโต๊ะอาหารตามเสียงเรียกของซองจงกรุ้มกริ่มเกินไป พอนั่งลงทำเป็นคว้าช้อนตักข้าวเข้าปากไม่สนอกสนใจ เสียงซุบซิบใกล้เหลือเกินจากซองยอลและมยองซูก็ทำความอดทนไขสือทั้งหมดพังทลาย

 

 

“ย่าห์ พวกแกมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เที่ยวมาใช้สายตา ซุบซิบๆกันอยู่นั่น เป็นผู้หญิงเหรอไงฮะ อย่ามาลับหลังฉันเชียวนะ”

 

 

ความจริงคือคิมซองกยูไม่มีความอดทนอยู่แล้วโดยเฉพาะกับเรื่องหยุมหยิมกวนหัวใจ เขาตวัดสายตามองอูฮยอนที่นั่งเยื้องเก้าอี้ว่างฝั่งตรงกันข้ามเพื่อเค้นเอาคำตอบทั้งหมดจากปากคนใกล้ชิด แต่หน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ของอูฮยอนทำให้เขารู้สึกอยากคว่ำหม้อซุปกิมจิร้อนๆใส่แทนเสียคงดีกว่า

 

 

ทว่าไม่ทันได้หาเรื่องใคร คนบางคนก็เดินออกมาจากห้องน้ำ สวมเพียงแค่เสื้อกล้ามสีดำสนิทแนบลำตัวกับกางเกงยีนขายาวเหมือนเตรียมจะออกไปไหน ซองกยูหลุบตาลงมองถ้วยข้าวเปล่าตรงหน้า ฝ่ามือที่วางไว้บนหน้าตักค่อยๆชื้นเหงื่อ กระทั่งคนๆนั้นนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างฝั่งตรงกันข้าม

 

 

 

“เอาข้าวเยอะไหม โฮวอน” ดงอูถามพลางคว้าถ้วยเปล่ามาตักข้าวในหม้อหนึ่งทัพพีใหญ่ๆ

 

 

“แค่นั้นพอแล้วล่ะ”

 

 

“นั่นสิ ลืมไปว่านายกำลังลดน้ำหนัก”

 

 

โฮวอนรับถ้วยข้าวเปล่าจากดงอู เขายิ้มขอบคุณพลางกวาดสายตามองกับข้าวไม่กี่อย่างบนโต๊ะและหยุดไว้ที่หมอซุปกิมจิตรงหน้าตัวเอง

 

 

 

ยิ้มมุมปากหยัดขึ้นหน่อยๆเมื่อสัมผัสได้ถึงกริยาอาการของซองกยู อะไรทำให้คนที่เต็มไปด้วยความมั่นใจจนล้นออกมาข้างนอก ถ้าไม่นับเรื่องกีฬากับการออกกำลังกายเอาแต่นั่งก้มหน้า หลุบตามองต่ำไม่เกินขอบหม้อ พอรู้ตัวว่าถูกมองยิ่งเตลิด ตักเพียงข้าวเข้าปากอย่างเดียวทีละคำสองคำ เคี้ยวๆกลืน จนน่ากลัวว่าอาหารคงไม่ย่อย

 

 

 

“ทำไมพี่ถึงทานแต่ข้าวเปล่าล่ะ ไม่ตักกับข้าวสักหน่อยเหรอ” โฮวอนแสร้งถาม

 

 

“....” ไม่หือไม่อือ

 

 

“..พี่ซองกยู”

 

 

“หือ ฉ ฉันเหรอ” ทำหน้าเหรอหราเงยขึ้นมาสบตา แล้วก็เสมองไปทางอื่น ทุกอย่างเป็นไปอัตโนมัติ” ไม่ล่ะ เอ่อ ... ฉันคิดว่าฉันอิ่มแล้ว ไปอาบน้ำก่อนนะ”

 

 

ว่าแล้วก็ดีดตัวจากเก้าอี้ เดินลิ่วออกจากมุมครัวเข้าห้องนอน หยิบผ้าขนหนู หายตัวเข้าห้องน้ำไปแบบหิวจนท้องกิ่วแต่หลอกตัวเองว่าอิ่ม

 

 

 

มีสายตาสามคู่สบกันไปสบกันมา แสดงสีหน้ากับรอยยิ้มกะลิ้มกะเลี่ยจนอีกสามคนที่เหลืออ่านออก ซองจงส่ายหน้าเบาๆ ก้มลงตักกับข้าวมาคลุกกับข้าวในถ้วยก่อนจะคีบเข้าปากเคี้ยวช้าๆ เขารู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติมาพักนึงแล้ว แต่เดาไม่ออกว่าบางอย่างที่ว่าคืออะไร ให้เดาคือมีหนึ่งคู่กรณี และตอนนี้มีผู้ร่วมรู้เห็นอีกสามหน่อ ไม่เร็วๆนี้ก็อีกไม่นานเขาคงได้รู้เรื่องโดยไม่ต้องมีใครมาปริปากบอก

 

 

ผิดกันกับสีหน้าของดงอู เขาทำเพียงแค่สอดมือไปบีบหน้าขาของโฮวอนเบาๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของโฮวอนเจื่อนลงแทบทันทีที่ซองกยูลุกออกไปจากโต๊ะอาหาร ประโยคคำพูดที่โฮวอนคอยบอกกับเขาซ้ำๆว่ามันต้องเกิดขึ้นแน่ เกิดขึ้นแล้ว และในฐานะเพื่อนสนิท เขาไม่สามารถทำอะไรให้ได้มากไปกว่าเป็นกำลังใจ

 

 

ผู้จัดการกอนัมอุ่นซุปกิมจิที่เหลือในหม้อเพื่อคงสภาพความอร่อย หลังกลับมาจากร้านสะดวกซื้อแล้วพบว่าผิดคาดที่ซุปปริมาณเท่าเดิมกับที่เคยทำทุกครั้งไม่ถูกซัดเข้าท้องจนหมด ถามเอาความจากซองจงได้เรื่องแค่คนกินจุอย่างซองกยูไม่ได้ลิ้มชิมรสมันแม้แต่คำเดียว

 

 

 

“รู้ไหม ทำไมซองกยูถึงไม่กิน” ผู้จัดการหนุ่มถามโฮวอน ผู้โชคร้ายได้ล้างจานจากการเป่ายิงฉุบแพ้ “เขากินขนมก่อนหน้านั้นเหรอ”

 

 

“ถ้าเขากิน เขาคงรู้สึกว่ามันไม่อร่อยน่ะ”

 

 

 

ยากหน่อยกว่าจะเข้าใจว่านั่นเป็นประโยคคำตอบเชิงตัดพ้อ โฮวอนวางชามใบสุดท้ายลงในที่คว่ำ ปลีกตัวเดินกลับเข้าห้องนอนไปใช่ความคิดอยู่เงียบๆคนเดียวเหมือนอีกคนที่ยังไม่ยอมออกมาจากห้องน้ำสักที แม้อูฮยอนจะตะโกนเรียกเพราะปวดฉ่องเท่าไหร่ก็ตาม

 

 

ไม่รู้ว่าห้องมันเงียบหรือเขาฟุ้งซ่านเกินไปกันแน่ โฮวอนยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก เขานอนมองฝ้าเพดานสีขาว ขาวสะอาดจนเห็นหน้าลีดเดอร์ของวงลอยไปลอยมาเป็นพักๆ เคยลองแก้ปัญหาด้วยการหลับตาครู่หนึ่งเผื่อลืมตาขึ้นมาใหม่แล้วภาพหลอนจะหายไป แต่ดันหลับไปงีบใหญ่ แล้วก็ฝันเห็นซองกยูมาวิ่งเล่นไล่จับกันในทุ่งหญ้าสีชมพูอมม่วง

 

 

อาการหนัก

 

 

 

อีโฮวอนไม่คาดคิดว่าตัวเองเป็นได้ถึงขนาดนี้ และไม่กล้าเรียกว่าอาการที่เป็นอยู่คือการมีความรัก ...รักคิมซองกยูน่ะนะ ไม่มีทาง เขาปฏิเสธตัวเองต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่า รู้สึกเกินเลยกับซองกยูไปแล้วมากจนเกือบมากที่สุด

 

 

นับตั้งแต่วันแรกที่เรื่องพิศดารเกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ เขายังไม่ทราบสาเหตุที่ซองกยูกลายเป็นหนูแฮมสเตอร์ตัวอ้วนฟูยันผอมเลยว่าทำไมถึงเป็นไปได้ เดิมการแก้ปัญหาด้วยจูบทุกหกชั่วโมงเป็นเรื่องน่าขยะแขยงเหลือเกินสำหรับคนที่ไม่สนิทกันที่สุดในวง ต้องทำใจทุกครั้งที่โดนบังคับให้ทำ เอาเรื่องงานมาคิด เอาเหตุผลเรื่องวง เรื่องแฟนคลับมาเป็นบรรทัดฐานแทบทุกครั้งเวลาจำใจสัมผัสลงบนริมฝีปากของซองกยู

 

 

ความเคยชิน เขาคิดว่ามันเป็นความเคยชินเมื่อต้องจูบกับซองกยูบ่อยขึ้น เปลี่ยนมุมมองว่านี่คือหน้าที่หนึ่งที่เขาต้องทำเพื่อการเป็นinfiniteที่สมบูรณ์แบบ แต่ความนุ่มหยุ่นของริมฝีปากสีชมพู ปลายจมูกของเขาตอนกดลงบนแก้มขาวตอนเอียงใบหน้าแนบริมฝีปาก แพขนตาบนเปลือกตาที่หลับบ้างไม่หลับบ้างตอนจูบดำเนินไปอย่างช้าๆจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่กลายร่างกลับไปเป็นแฮมสเตอร์

 

 

ตกหลุมพลาง คิมซองกยูอาจไม่ได้ขุดเอาไว้ เหมือนที่ซองกยูไม่รู้ว่ากำลังทำให้เขาเผลอใจไปทุกครั้งที่จูบกัน ความรู้สึกพิลึกพิลั่นก่อตัว เขาปล่อยซองกยูเขามาวิ่งวุ่นในหัว คิดและทำเพื่อซองกยูหลายๆอย่าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตอนดงอูมาชวนไปซื้อของลดความอ้วนให้ซองกยู เขาไม่รู้หรอกว่าดงอูหมายถึงวงล้อสำหรับหนูแฮมเตอร์ แต่ที่เห็นด้วยว่านั่นเป็นความคิดที่ดี เพราะเขาคิดว่าซองกยูเองคงไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนที่เขารู้สึก การจูบกันทุกครั้งซองกยูอาจฝืนใจ ไหนซองกยูตอนเป็นคนก็ไม่ชอบขยับร่างกายเป็นทุนอยู่แล้ว วงล้อจึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการลดความอ้วนไฟล์ทบังคับ

 

 

ทำไปก็เท่านั้น แผลบนนิ้วชี้ที่ถูกแฮมกยูกัดยังเป็นแผลเป็นจางๆ นั่นเป็นเหมือนเครื่องหมายที่เตือนให้เขาบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าซองกยูไม่ได้รับรู้ความหวังดีใดใดจากเขาเลย เพราะงั้นต่อให้เขาหงุดหงิดแค่ไหนเวลาที่เห็นแฮมสเตอร์ขนฟูเอาแต่ปีนป่ายไม่ก็ซุกตัวลงในกระเป๋าเสื้อของอูฮยอน หรือซองกยูที่เอาแต่ทำตัวติดกับอูฮยอนยังกับกาฝาก ก็ไม่มีสิทธิแสดงท่าทีไม่ชอบอกชอบใจ แม้ว่าเขาจะเผลอหลุดปากไปตอนซองกยูประชดประชันกันว่าทำไมคนที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ถึงไม่เป็นอูฮยอนก็ตาม ไม่มีความหมายเลย

 

 

กลับไปเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้อีกแล้ว สายตาที่เอาแต่ลอบมองซองกยูอยู่ห่างๆ ถึงซองกยูไม่ออกปากขอความช่วยเหลือในการกลายร่างจากแฮมสเตอร์เป็นคนอีกตั้งแต่ทะเลาะกันครั้งนั้น เขาก็ยังดึงดันทำมันต่อไปในเวลาที่ซองกยูไม่รู้ตัว เขาฉกฉวยโอกาสตอนที่ซองกยูกำลังหลับเพื่อจูบ จูบที่เปลี่ยนจากความเคยชินเป็นเรื่องของความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายครั้งที่เขาปล่อยให้จูบดำเนินไปนานแสนนานก่อนจะผละออกมาบอกตัวเองว่า ไม่ได้นะ ทำเกินไปแล้ว จากหกชั่วโมงเป็นสิบสองชั่วโมง จากสิบสองชั่วโมงเป็นยี่สิบสี่ชั่วโมง แทนที่จะเป็นเรื่องดี กลับกลายเป็นเรื่องน่าใจหาย การเปลี่ยนแปลงบอกเขาเป็นนัยๆ บางทีซองกยูอาจไม่ต้องการจูบจากเขาอีกต่อไป เพราะซองกยูมีโอกาสไม่กลายร่างเป็นแฮมสเตอร์แล้ว อีกอย่าง สักวันซองกยูคงรู้ตัว

 

 

และซองกยูก็รู้ตัวแล้วจริงๆ โฮวอนพลิกตัวนอนตะแคง หยิบไอแพดมาเปิดเพลงใหม่ล่าสุดของอัชเชอร์กะปัดป่ายความฟุ้งซ่าน เขาพบว่าเพลงไมได้ช่วยอะไรเลยในเวลาแบบนี้ แรงยวบจากปลายเตียงกับการมาของดงอู เพื่อนคนเดียวที่รู้ว่าเขาทรมานเหลือเกิน

 

 

“เชื่อฉันไหมโฮวอน ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิด” ดงอูขยับขึ้นมานั่งขัดสมาธิ “นายมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนิดนึง”

 

 

โฮวอนถอนหายใจ “ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด แล้วเป็นแบบไหน ดงอู นายก็เห็น พี่ซองกยูลุกไปเลยตอนฉันคุยด้วย”

 

 

“ก็ใช่ แต่เชื่อเถอะเขาไม่ได้ลุกไปเพราะว่าเขาอิ่มอย่างที่เขาบอกหรอก”

 

 

“รู้ได้ไงว่าเขาหมายความว่าแบบนั้น ฉันรู้ พี่ซองกยูลุกออกไปเพราะเหม็นหน้าฉัน คิดไว้อยู่แล้วว่าเมื่อไหร่ที่พี่ซองกยูรู้ว่าถูกฉันทำอะไร เขาต้องเป็นแบบนี้”

 

 

 

ยากหน่อยถ้าจะบอกโฮวอนว่าซองกยูคงไม่โกรธ ไม่มีใครพอใจนักกับการถูกช่วงชิงริมฝีปากเว้นเสียแต่ว่าคนๆนั้นมีความรู้สึกดีๆเหมือนที่โฮวอนมี ดงอูมองโฮวอนถัดก้นขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขาฟังโฮวอนมามากจนรู้ความเป็นมาเป็นไป โลกไม่ได้สวยอย่างที่เขาคิดแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดที่โฮวอนคิด เขาไม่รู้จะเอาความมั่นใจจากไหนมายืนยันว่าซองกยูเองก็รู้สึกเหมือนที่โฮวอนรู้สึก หลักฐานที่เก็บได้ไม่มากพอให้เขาบอกคิดความคิดนี้กับเพื่อน

 

 

“คงดี ถ้านายกับพี่ซองกยูได้คุยกันเรื่องนี้ตรงๆ”

 

 

 

หลายครั้งที่เขาเห็นซองกยูเวอร์ชั่นที่เขาไม่เคยรู้จัก อาการเหมือนสาวน้อยวัยผลิบาน อาการเหมือนเขาตอนมีความรักครั้งแรก ดูท่าทางซองกยูเองก็สับสน บางทีซองกยูอาจเป็นเหมือนที่โฮวอนกำลังเป็น แต่เขาไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าข้อสันนิษฐานของเขาเป็นความจริงหรือไม่ ยกเว้นพิสูจน์ได้จากการเห็นกับตา ซึ่งยังไม่มีโอกาสสักที

 

 

“ฉันเหมือนบ้าเลยดงอู” โฮวอนพูดเสียงอ่อน “ไม่สิ ฉันบ้าไปแล้วต่างหาก”

 

 

“นายไม่ได้บ้าสักหน่อย”

 

 

“บ้าสิ บ้ามาก” ลมหายใจเฮือกยาวถูกทอดถอนออกมาจนสุด โฮวอนยกมือเสยผมตกลงปรกหน้าผาก “ครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ”

 

 

“......”

 

 

“คืนนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะจูบกับเขา”

 

 

“แต่...”

 

 

“ฉันเหนื่อยแล้ว ดงอู เหนื่อยมากแล้วจริงๆ”

 

 

 

อย่างน้อย แค่ได้สร้างความทรงจำดีเอาไว้ก่อนทุกอย่างจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือก็คงดี ต่อให้ความจริงแล้ว มันคือความเห็นแก่ตัวของอีโฮวอนเพียงคนเดียวก็ตาม

 

 

 

To be con

 

 

 

 

TALK : แฮ่ แฮมกยูมาส่งแล้ววว หลังจากอ่านตอนนี้จบ หลายคนอาจจะบอกว่า แอร๊ ทำไมมันสั้นอย่างนี้ หล่อนหายไปก็นาน แล้วดูหล่อนมาต่อซิ สั้นจุ๊ดจู๋ .....ข้าพเจ้าขอโทษ ข้าพเจ้าไม่มีข้อแก้ตัวใดใด แต่ข้าพเจ้าก็คิดว่าทอปปิกในตอนนี้ค่อนข้างจับต้องได้โดยง่ายนะ ความเคลื่อนไหว อะไรเกิดขึ้นนู่นนี่นั่น ข้ออ้างป่ะล่ะ ๕๕๕๕๕๕๕

แอบดราม่านิดหน่อยให้พอใจชื้น เข้าใจผิดกันหน่อยแบบละครหลังข่าว

แต่เชื่อเถอะ เชื่อเถอะ ว่า ......ติดตามตอนต่อไป

ขอบคุณทุกคนที่เสพแฮมกยู

 

Comment

Comment:

Tweet

กลับมาแล้วค่าาาาาา
งืออ หายไปนานมากก T_T
พอหลังจบคอนเลยมาเคลียร์ตอนที่ค้างแล้วยังไม่ได้เม้นให้
ทำไมไม่มีใครมาเม้นให้เลย
เราว่าไรเตอร์แต่งดีนะ =.=
ตอนแรกมาแนวออกฮานิดๆแบบที่บ่งบอกนิสัยของอูฮยอนอีกแล้ววว
ห้ามบอกใครของแกนี่ หมายถึงห้ามคนอื่นบอก ต้องตัวแกไปบอกเองเท่านั้นชิมิ - - เป็นเวรกรรมของแปะซ้ำซากจริงๆอ่ะที่ต้องเป็นรองถึงสองคน
เห้อ หลังๆเริ่มมีดราม่า ถึงมันจะไม่มากแต่อ่านแล้วก็ถอนหายใจบ่อยพอสมควร
งื้อออ อย่าให้เป็นจุบุสุดท้ายเลยยย
แปะแกรีบแสดงตัวได้แล้ววว >< 
ปล.เดี๋ยเค้าอ่านตอนที่ 9 แล้วจะเม้นต่อให้เลยเน้อ ^^

#2 By Jane-ELF_Shawol_Changjo_VIP on 2013-10-01 19:18

กลับมาแล้วค่าาาาาา
งืออ หายไปนานมากก T_T
พอหลังจบคอนเลยมาเคลียร์ตอนที่ค้างแล้วยังไม่ได้เม้นให้
ทำไมไม่มีใครมาเม้นให้เลย
เราว่าไรเตอร์แต่งดีนะ =.=
ตอนแรกมาแนวออกฮานิดๆแบบที่บ่งบอกนิสัยของอูฮยอนอีกแล้ววว
ห้ามบอกใครของแกนี่ หมายถึงห้ามคนอื่นบอก ต้องตัวแกไปบอกเองเท่านั้นชิมิ - - เป็นเวรกรรมของแปะซ้ำซากจริงๆอ่ะที่ต้องเป็นรองถึงสองคน
เห้อ หลังๆเริ่มมีดราม่า ถึงมันจะไม่มากแต่อ่านแล้วก็ถอนหายใจบ่อยพอสมควร
งื้อออ อย่าให้เป็นจุบุสุดท้ายเลยยย
แปะแกรีบแสดงตัวได้แล้ววว >< 
ปล.เดี๋ยเค้าอ่านตอนที่ 9 แล้วจะเม้นต่อให้เลยเน้อ ^^

#1 By Jane-ELF_Shawol_Changjo_VIP on 2013-10-01 19:17